ปชป.ซัด ‘เอกนิติ’ กล้าเทียบกู้ 4 แสนล้านกับวิกฤตในอดีต เตือนพาประเทศสู่หายนะ
รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความแปลกใจที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล้าเปรียบเทียบการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท กับสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจในอดีต พร้อมเตือนว่ารัฐบาลอาจพาประเทศไปสู่หายนะทางการคลัง

นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ นายเอกนิติ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า การกู้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ตนั้น ไม่แตกต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจในอดีตที่รัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อแก้ปัญหา โดยระบุว่า การเปรียบเทียบดังกล่าวไม่เหมาะสม เพราะสถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤตที่จะต้องใช้มาตรการพิเศษ
“การกู้เงินในอดีต เช่น วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 หรือวิกฤตโควิด-19 เป็นการกู้เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่จำเป็นอย่างยิ่ง แต่ครั้งนี้เป็นการกู้เพื่อแจกเงิน ซึ่งไม่ใช่เหตุฉุกเฉินและยังสร้างภาระหนี้ระยะยาวให้ประเทศ” นายราเมศ ระบุ

รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยังเตือนว่า แม้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะยังไม่เกินกรอบ 70% ตามกฎหมาย แต่ภาระหนี้ในระยะยาวจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อรวมกับหนี้ก้อนอื่นๆ ที่รัฐบาลกู้มาแล้วในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งอาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือทางการคลังของประเทศ
“การกู้เงินครั้งนี้เหมือนการเอาเงินอนาคตมาใช้ในวันนี้ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อคนรุ่นหลัง รัฐบาลควรทบทวนและหาทางออกอื่นที่ไม่ใช่การก่อหนี้เพิ่ม” นายราเมศ กล่าวทิ้งท้าย
ด้านนายเอกนิติ ได้ชี้แจงก่อนหน้านี้ว่า การกู้เงินตาม พ.ร.ก.ดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง และเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยยืนยันว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลของพรรคประชาธิปัตย์สะท้อนความเห็นของฝ่ายค้านและนักวิชาการหลายคนที่มองว่า โครงการดิจิทัลวอลเล็ตอาจไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และการกู้เงินจำนวนมากอาจเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการคลังในอนาคต
ความคิดเห็น (0)
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเถอะ!