สถิติเผยคนไทย 91.9% มีบัญชีเพื่อใช้จ่ายไม่ใช่ออม ส่งผลให้มีหนี้ต่อเนื่อง
การสำรวจข้อมูลทางการเงินล่าสุดชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคไทยในมิติของการจัดการเงิน ซึ่งส่งสัญญาณเตือนต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระดับบุคคลอย่างมีนัยสำคัญ แม้ในปัจจุบันการเข้าถึงบริการทางการเงินจะมีความสะดวกและรวดเร็วเพียงใดก็ตาม

ข้อมูลสถิติระบุว่าประชากรไทยกว่า 96.1% มีบัญชีเงินฝากธนาคารอยู่แล้ว แต่เมื่อพิจารณาวัตถุประสงค์ของการเปิดบัญชี พบว่าร้อยละ 91.9 มีไว้เพื่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากกว่าการออมทรัพย์ ซึ่งแตกต่างจากทัศนคติเดิมที่เชื่อว่าเงินฝากคือการสร้างความมั่นคงทางการเงิน เงินส่วนใหญ่จึงถูกนำมาหมุนเวียนเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการทันทีที่ได้รับรายได้ โดยไม่มีการสำรองไว้สำหรับอนาคต
ปรากฏการณ์นี้เชื่อมโยงกับปัญหาหนี้สินที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหมู่ประชาชน การขาดวินัยในการออมทำให้เมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินหรือความต้องการซื้อสินค้าเกินตัว ผู้คนมักหันไปพึ่งพาแหล่งเงินทุนนอกระบบหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีดอกเบี้ยสูง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหนี้ท่วมตัวได้ ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ในระยะยาว และลดโอกาสในการสร้างฐานะที่มั่นคง รวมถึงส่งผลเสียต่อประวัติการชำระหนี้

ความสำเร็จในการบริหารจัดการการเงินส่วนบุคคลไม่ได้วัดที่จำนวนเงินฝาก แต่อยู่ที่สัดส่วนของการออมต่อรายได้ ความเข้าใจในพฤติกรรมการใช้จ่ายจึงเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก การปรับทัศนคติจากการใช้จ่ายเพื่อสนองความต้องการชั่วคราวไปสู่การสร้างสินทรัพย์ระยะยาวจะเป็นแนวทางที่จำเป็นสำหรับการยกระดับคุณภาพชีวิตทางการเงินของสังคมไทยในระยะยาวต่อไป

ความคิดเห็น (0)
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเถอะ!