เมนูชาวเน็ต

เข้าถึงทุกส่วนของเว็บได้ใน 1 แตะ

พระคึกฤทธิ์ รับทราบข้อหายักยอกเงินวัดนาป่าพง ทนายโต้ไม่ผิด ม.157
อาชญากรรม ข่าว 12 พ.ค. 2026, 08:10 · อ่าน 1 นาที · 0 ครั้ง

พระคึกฤทธิ์ รับทราบข้อหายักยอกเงินวัดนาป่าพง ทนายโต้ไม่ผิด ม.157

พระคึกฤทธิ์ เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง ได้เดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปป.) เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในคดีความผิดฐานยักยอกเงินของวัด โดยรายละเอียดของคดีระบุว่ามีการนำเงินงบประมาณหรือรายได้ของวัดมาแจกจ่ายเป็นโบนัสให้แก่ลูกศิษย์ ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวถูกมองว่าเข้าข่ายการลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์จากทรัพย์สินส่วนกลางของวัดที่ศรัทธาประชาชนมอบหมายให้ดูแลรักษา

ด้านทนายความของวัดนาป่าพง ได้ออกมาชี้แจงสถานการณ์ล่าสุด โดยได้ยื่นคำร้องแย้งต่อพนักงานสอบสวนว่า พระภิกษุรูปดังกล่าวไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ซึ่งเป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะพระภิกษุในคดีนี้ไม่ได้มีสถานะเป็นผู้ปกครองคณะสงฆ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือได้รับมอบอำนาจให้ปฏิบัติราชการในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐแต่อย่างใด ดังนั้นการกระทำใดๆ จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรานี้

ความเข้าใจในข้อกฎหมายเรื่องสถานะของพระภิกษุ ถือเป็นประเด็นละเอียดอ่อนทางนิติศาสตร์ในการดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของศาสนา โดยเฉพาะเมื่อพระภิกษุมีบทบาทในการบริหารวัด หากพระภิกษุไม่ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะหรือได้รับมอบหมายจากคณะสงฆ์ให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ การนำเงินวัดไปใช้จึงอาจถูกพิจารณาเป็นความผิดทั่วไปแทนความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งส่งผลต่อโทษทางอาญาที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

สำนักงาน ปปป. ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดจากเอกสารทางการเงินและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิสูจน์ว่ามีการกระทำความผิดจริงตามข้อกล่าวหาหรือไม่ โดยขั้นตอนต่อไปจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล หากศาลมีคำพิพากษาว่ามีความผิดจริง พระภิกษุรูปนี้อาจต้องรับโทษตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและยักยอกทรัพย์ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อวงการสงฆ์และสถาบันศาสนาลงไปอย่างมาก

การสืบสวนสอบสวนในคดีลักษณะนี้ ย่อมได้รับความสนใจจากสังคมอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับเงินบริจาคและทรัพย์สินของวัดที่ประชาชนทั่วไปตระหนักดีว่าจะต้องถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะและกิจการของสงฆ์เท่านั้น การจัดการปัญหาทุจริตในวงการศาสนาจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความโปร่งใสและตรวจสอบได้เพื่อให้สังคมเกิดความมั่นใจ

กระบวนการพิจารณาทางกฎหมายยังคงดำเนินต่อไป โดยผู้เสียหายหรือผู้เกี่ยวข้องสามารถเข้าแจ้งความหรือร้องเรียนเพิ่มเติมได้ หากพบหลักฐานใหม่ที่สำคัญ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางของคดีและความรับผิดชอบทางกฎหมายของพระภิกษุรูปนี้ในอนาคตอันใกล้

❤ ถูกใจ (0)

ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเถอะ!